สะกดจิต..ลบปมในใจ

   เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยอย่างยิ่งในกระบวนการบำบัด มักหมายถึงเรื่องราว บุคคล หรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วติดอยู่ในความทรงจำ ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานในใจอย่างต่อเรื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ส่งผลกระทบต่อการเกิดความสุขในการดำรงชีวิต


ซิกมันด์_ฟรอยด์

                 ในทางจิตวิทยาได้มีการกล่าวถึงคำว่า “ปมในใจ” ไว้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ได้อธิบายไว้ว่าเราไม่สามารถหลีกหนีความกังวลและความเครียด ที่เกิดขึ้นมาจาก
ภาวะบีบเค้นในจิตใจได้ จึงได้แสวงหาทางที่จะทำให้เกิดความผ่อนคลายในจิตใจ ซึ่งกลวิธานเหล่านี้เกิดได้ทั้งในคนปกติและ
ผิดปกติ อยู่ที่ความรุนแรงในการใช้ ซึ่งกลวิธานเหล่านี้มักเกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกของเรา และเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น

  • การเก็บกด
  • การทำตนให้เหมือน
  • การทดแทน
  • การซัดโทษผู้อื่น
  • การแสดงปฏิกิริยาแกล้งทำ
  • การถดถอยสู่วัยที่ผ่านมา เป็นต้น

               รูปแบบเหล่านี้หากใช้บ่อย ใช้มาก ใช้จนเชื่อว่านั่นคือบุคลิกภาพของเราจริงๆ ซึ่งขัดแย้งกับตัวตนอันแท้จริง สิ่งเห่านี้ก็จะเกิดเป็นปม เป็นความคับข้องอยู่ในใจ และบางทีก็ถูกเก็บและกดให้ลึกจนลืมไปว่านั่นคือสิ่งที่ไม่ดี ส่งผลต่อสุขภาพจิตและบุคลิกภาพด้วย  

              ในกระบวนการให้คำปรึกษาและการสะกดจิตมักใช้ได้ผลกับการแก้ไขความขัดแย้งเหล่านี้ โดยใช้เทคนิค free association ในการบำบัด ทำให้เห็นภาพสะท้อนแห่งปมปัญหาเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ไม่ผ่านกระบวนการตรึกตรอง หรือแต่งเติมจากหลักเหตุผล ผู้รับการบำบัดจึงสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ผลที่ได้นั้นนอกจากจะได้แก้ไขปมในใจที่เสมือนเป็นขยะเน่า ในถังใบใหญ่ที่ชื่อว่าจิตใต้สำนึกแล้ว ก็ยังทำให้ผู้รับการบำบัดได้รับความผ่อนคลายมากขึ้น มากขึ้นหลังจากที่รับการบำบัดแล้วอีกด้วย

 

สอบถามเพิ่มเติมหรือนัดวันเวลาเข้ารับบริการได้ที่
tel 08 9965 6041
email : sakodjit@gmail.com

สไลด์2

ทำไมการสะกดจิตจึงได้ผล ??

neuroplasticity

                  เชื่อว่าหลายท่านที่เป็นวิเคราะห์ วิจารณ์ ย่อมต้องเกิดวามสงสัยอย่างแน่นอนว่า ทำไมการสะกดจิตถึงได้ผล?? คำตอบที่มักได้ยินกันก็คือ “คิดไปเอง” บ้างก็ว่าเกิดจากความเชื่อ บ้างก็อ้างไปถึงไสยศาสตร์ บทความนี้จะขอแนะนำ functionน้องใหม่ของสมอง ที่ถูกค้นพบมาร่วมสิบปี ซึ่งไม่ใช่ความเชื่อ ไม่เกี่ยวกับศาสนา แต่ความจริงมีอยู่ว่าสมองของเรามีfunctionการทำงานที่เยี่ยมยอดที่สุด เรียกว่า Neuroplasticity

                   Nueroplasticity หมายถึง ความสามารถของสมองในการเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทไปในทิศทางใหม่ที่ทำให้มนุษย์ ผู้เป็นเจ้าของสมองสามารถปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งกระบวนการ Neuroplasticity นี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชั่วชีวิตมนุษย์ หรือสามารถกล่าวได้อีกนัยยะหนึ่งก็คือ สมองของเราจะเกิดการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทเพิ่มมากขึ้นโดยการเรียนรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น

                   และในการทำการบำบัด ด้วยเทคนิคการสะกดจิตบำบัดนั้น ก็ก่อให้เกิด Neuroplasticity ในสมองของผู้รับการบำบัดด้วยเช่นกัน นั่นคือการทำให้เห็นสิ่งที่ควรทำ เกิดการเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น ควรแก้ไขอย่างไรและต้องปรับตัวอย่างไรจึงจะหลุดจากวงจรเดิมๆเหล่านั้น และการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การปฏิบัติตน ให้เกิดการเปลี่ยน แปลง ทำให้เกิดการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทเป็นไปในทิศทางที่เราต้องการ และเมื่อเซลล์ประสาทเกิดการเชื่อมต่อมาอีก ทางหนึ่งแล้ว การเชื่อมต่อเดิมที่เราไม่ได้ใช้ ไม่ต้องการนั้นก็จะค่อยๆหดหายออกไปในที่สุด ทำให้พฤติกรรม ความคิด และ ความรู้สึกของเราเกิดความมั่นคงถาวรได้นั่นเอง

 

สอบถามอัตราค่าบริการและนัดเข้ารับบริการได้ที่

TEL. 089 965 6041

E-mail : sakodjit@gmail.com

 

ปมในใจ..แก้ไขได้ด้วยการสะกดจิต

           มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ามหัศจรรย์มากที่สุด สามารถสร้างสรรค์หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ได้ สามารถแก้ไขสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์ทุกคนมี ปมในอดีต ที่ฝังตัวอยู่ภายในใจ ทุกคนมีปมในใจที่พยายามปกปิด มีปัญหาบางอย่างที่ดูเหมือนเล็กน้อย..แต่กลับเป็นสิ่งที่มีผลต่อความคิด การดำเนินชีวิต และแม้แต่การเลือกคู่ครอง

            ปม..คือบางสิ่งบางอย่างที่ถูกผูกขึ้นมา มีทั้งเราเองรู้ตัวและไม่รู้ตัว มีทั้งที่เราผูกเองและผู้อื่นผูกให้เรา แต่มนุษย์ก็มีกลไกทางจิตอย่างหนึ่งที่เรามักใช้เพื่อปกป้องและรักษาเสถียรภาพทางจิตใจของเราไว้ แต่ละคนก็จะใช้กลไกแตกต่างกันไป

“..เมื่อใช้กลไกเดิมบ่อยๆซ้ำๆก็เกิดเป็นปัญหา และอาจมีการพัฒนาไปเป็นอาการและโรคได้ตามลำดับ..”

           เช่น บางคนชอบโทษตนเอง ก็จะมองว่าตนเองนี้ผิดอยู่เสมอ ผิดทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองเพียงเล็กน้อยก็จะโยงจนเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นความผิดของตนเองให้ได้ ชีวิตที่ทำผิดตลอดเวลานั้น..แน่นอนว่า ไม่มีความสุข แต่ด้วยความเคยชินก็เลยสุขแบบทุกข์จนชิน หรือ เคยไหม??…ที่ฝันถึงเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นเรื่องราวที่เราก็ไม่ต้องการจดจำ แต่ไม่สามารถลืมได้ เพราะเป็นเรื่องที่ติดค้างในใจ เหมือนเป็นธุระที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อย แต่จะแก้ก็ไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน ในบางปัญหากลับไม่แน่ใจว่าต้องแก้อย่างไรเสียด้วย

            และด้วยความขัดแย้ง และความซับซ้อนของปัญหา หลายคนจึงเลือกจะเก็บกดมันไว้ ให้เหมือนกับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงใจเราก็ยังรับรู้เสมอว่าปมนั้นยังคงอยู่ ไม่ถูกแก้ เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอการจุดชนวนระเบิดนั่นเอง

            การแก้ไขปมในใจ สามารถทำได้ด้วยการสะกดจิต เพราะตัวตนแท้จริงที่อยู่ในจิตใจของคุณ สามารถมีอิสระมากพอจะนำพาเรื่องราวที่ถูกผูกขึ้นเป็นปม เพาะบ่มอยู่ในใจมาเนิ่นนานเหล่านั้นออกมา และจัดการให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกแก้ไขแล้ว และแน่นอนคุณจะพบความสุขที่เกิดจากตัวตนของคุณอย่างแท้จริง

 

สอบถามอัตรค่าบริการและนัดเวลาเข้ารับบริการได้ที่

E-mail : sakodjit@gmail.com

โทร. 08-9965-6041

 

การสะกดจิต..เพื่อปรับอารมณ์

ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์  โครงสร้างของจิตใจ ประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ

       จิตสำนึก  คือ จิตที่เรารู้ตัว คิดและกระทำตามหลักเหตุผล

       จิตก่อนสำนึก คือ จิตที่ไม่ได้ทำทุกอย่างตามเหตุผลเสียทั้งหมด แต่มีการเรียกคืนความทรงจำได้ รับรู้ได้ง่าย ตระหนักรู้ในตนเองเป็นอย่างดี

       จิตไร้สำนึก คือ จิตที่เก็บความรู้สึก ความคิด ข้อโต้เถียงและจดจำสิ่งที่เราพบเจอ เรื่องราวที่เราเก็บไว้ในส่วนนี้มักเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ไม่ชอบใจเช่น ความรู้สึกเจ็บปวด ความกังวลใจ หรือปมในชีวิต และสิ่งเหล่านี้มักแสดงออกมาในรูปแบบของพฤติกรรม ซึ่งเรามักไม่ใส่ใจกับมัน

      และด้วยความที่เราไม่ใส่ใจ เราจึงละเลยพฤติกรรมที่เกิดตัวเราเอง และจ้องมองพฤติกรรมของบุคคลอื่นที่แสดงออกมาไม่เหมือนกับเรา โดยเฉพาะอารมณ์

      ตามโครงสร้างทางสมองแล้วสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์โดยเฉพาะคือ limbic area ซึ่งอยู่ใกล้กับhippocampusที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำระยะ ยาวโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจาก limbic area นี้จะทำงานเกี่ยวกับอารมณ์แล้ว ยังทำ หน้าที่จดจำภาวะอารมณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเราด้วย

      จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 หลักการจะมีความสอดคล้องกันนั่นคือ หากเราต้องเจอ ประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเศร้า เสียใจ เจ็บปวดกับมันมากๆ เราจะสามารถจดจำมันได้ดี และมันจะเข้าไปอยู่ในส่วนของจิตไร้สำนึกเรา และเกิดผลกระทบต่อเนื่องมาเป็นพฤติกรรมการแสดงออกทั้งทางร่างกายและอารมณ์

      วิธีที่สามารถทำให้เราเข้าถึงความจำที่แสนเจ็บปวดเหล่านั้นและปลดปล่อย มันออกมาได้นั่นคือ การสะกดจิต ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย100% ทำให้คุณ เข้าใจถึงที่มา ที่ไปของอารมณ์อันไม่พึงประสงค์นี้ด้วย เพราะการสะกดจิตจะพา คุณดิ่งลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของคุณ ให้คุณได้มีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดที่ติด ค้างคาใจของคุณมายาวนาน จึงสามารถทำให้อารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ของคุณ ค่อยๆจางหายไปได้นั่นเอง

หากต้องการบำบัดสามารถติดต่อได้อย่างไร ?

E-mail : sakodjit@gmail.com

โทร. 08-9965-6041

 

 

ผู้ที่ควรรับคำปรึกษาทางจิตวิทยา..คือใคร??

       การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เป็นบริการที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไข เข้าใจ หรือค้นหาคำตอบในสิ่งที่ค้างติดอยู่ในใจ ให้บริการโดยนักจิตวิทยา ที่ผ่านการฝึกฝนการใช้ทฤษฎีการให้คำปรึกษามาอย่างดี โดยใช้การผสานทฤษฎีให้เกิดความเหมาะสมแก่ปัญหาของแต่ละคนที่มารับบริการ ซึ่งในที่นี้ขอรวบรวมปัญหาที่เหมาะแก่การใช้บริการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ดังต่อไปนี้

1. คนที่มีอาการตึงเครียดอย่างผิดปกติ

2. คนที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

3. คนที่มักไม่ค่อยตัดสินใจเลือกทางปฏิบัติ

4. คนที่แสดงอาการขาดความสนใจ ขาดความกระตือรือร้น หรือมีความสนใจ และกระตือรือร้นมากเกินไป

5. คนที่มีเป้าหมาย แต่ไม่อาจปฏิบัติตามได้

6. คนที่ไม่มั่นใจ ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เชื่อผู้อื่นมากไป

7. คนที่คิดว่าตนเองไม่มีความก้าวหน้าที่เหมาะสมหรือมากเท่าที่ควร

8. คนที่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้ามอย่างฉับพลัน

9. คนที่ไม่สามารถเข้ากับสังคมได้

10. คนที่คิดว่าตนเองมักประสบแต่ความล้มเหลว ไม่ยอมสนใจใฝ่รู้

11. คนที่มีปัญหาครอบครัว

12. คนที่มีปัญหาการล้มหายตายจาก

13. คนที่มีปัญหาความสัมพันธ์

14. คนที่เสียสุขภาพจิตจากภาวะการทำงาน ครอบครัว สังคม เพื่อนใกล้ชิด หรือการดูแลผู้ป่วย

15. คนที่ต้องการค้นหาตัวตน ความถนัดของตนเอง

นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว คนแต่ละคนก็จะมีมุมมอง มีปัญหาที่บางครั้งไม่สามารถ เล่่าหรือบอกใครได้แม้แต่คนใกล้ชิด ในเรื่องราวเหล่านั้นให้โอกาสบ้านสะกดจิตเป็นผู้อยู่เคียงข้าง ให้ท่านผ่านภาวะวิกฤติและปัญหาไปได้อย่างสมบูรณ์

 

สอบถามอัตราค่าบริการและนัดเวลาเข้ารับบริการที่

E-mail: sakodjit@gmail.com

Tel. 08-9965-6041

การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา..คืออะไร

             

           การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา หมายถึง การใช้ขั้นตอนการให้คำปรึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือบุคคล โดยการช่วยเหลือดังกล่าวต้องอาศัยผู้ให้คำปรึกษาที่ศึกษาหรือผ่านการฝึกฝนอบรมทางวิชาชีพมาโดยเฉพาะ ในการใช้ทักษะและหลักการทางจิตวิทยาช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาเกิดการเรียนรู้โดยการสำรวจความคิด ความรู้สึก เจตคติ ค่านิยมและพฤติกรรมของตน ภายใต้ความความรู้สึกไว้ใจ ปลอดภัยและอบอุ่น ให้เกิดความเข้าใจในตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อมและปัญหาของตน ตัดสินใจเลือกแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม  เพื่อการมีชีวิตที่เป็นสุขมากขึ้น

          การให้คำปรึกษานี้สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทคือ

1. การให้คำปรึกษาแบบให้แนวทาง แนะนำวิธีการโดยตรง โดยผู้ให้คำปรึกษา

2. การให้คำปรึกษาแบบไม่ให้แนวทาง ให้ผู้รับคำปรึกษาใช้ศักยภาพของตนโดยผู้ให้คำปรึกษาจะประคับประคองอยู่ด้วย

3. การให้คำปรึกษาแบบร่วมมือกัน คือใช้ทั้ง 2 แบบข้างต้นมารวมกันเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา

           ทั้ง 3 ประเภทนี้ต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละปัญหา

            การให้คำปรึกษานี้ในบางรายเพียงครั้งเดียวก็สามารถจบได้ แต่ส่วนมากจะเป็นปัญหาที่มีรายละเอียด และสะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้การให้คำปรึกษาต้องนัดครั้งถัดไปเพิ่มเติม โดยการให้คำปรึกษาแต่ละครั้งใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นส่วนมาก 

           ผลของการบำบัดแบบการให้คำปรึกษานี้จะบรรลุได้ดี ก็มีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เช่น บุคคลรอบข้าง ปัญหาใหม่ๆที่เข้ามาระหว่างครอสบำบัด ภาวะแวดล้อม การเจ็บป่วยทางการ เป็นต้น แต่ในส่วนที่ควบคุมได้ ก็คือ ความพยายามและความตั้งใจของผู้รับคำปรึกษา และตัวผู้ให้คำปรึกษาที่ควรมีความเข้ากันได้ระหว่างผู้รับคำปรึกษาและผู้ให้คำปรึกษา กล่าวคือ ความรู้สึกสบายใจ ความรู้สึกไว้วางใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้ฟัง และผู้บำบัดก็ฟังอย่างสนใจ ให้เวลาที่เหมาะสม ไม่ถ่วงเวลาหรือเร่งเร้า มีท่าทีที่เป็นกลาง ไม่สุดโต่ง เป็นต้น และที่สำคัญควรเป็นมืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจศาสตร์ทางจิตวิทยาด้วย

 

สอบถามอัตราค่าบริการและนัดเวลาเข้ารับบริการที่

E-mail: sakodjit@gmail.com

Tel. 08-9965-6041

สะกดจิต..การแพทย์ทางเลือก ไร้ผลข้างเคียง

               เรารู้จักการสะกดจิตจากการนำเสนอของสื่อ ในเชิงที่เป็น stage show แสดงให้เห็นอำนาจของพลังจิตใต้สำนึกที่แข็งแกร่งของนักสะกดจิต สามารถทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆได้ตามที่สั่ง บ้างเสนอในแง่ของความเชื่อที่จับต้องไม่ได้ ทำให้ประชาชนเข้าใจคำว่า “การสะกดจิต” ไปในทางที่ผิด

                โดยแท้จริงแล้วสะกดจิต ไม่ใช่พลังอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ ไสยศาสตร์ มนต์ดำ แต่อย่างใด เป็นเพียงเทคนิควิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมาธิและคลื่นสมองของผู้รับการสะกดจิตและด้วยตรรกะข้อนี้ทำให้นักจิตวิทยาในต่างประเทศ ใช้การสะกดจิตเพื่อการบำบัดอาการและพัฒนาศักยภาพ กันอย่างแพร่หลาย โดยการสะกดจิต ถือเป็น non-invasive technique คือวิธีการที่ไม่มีการจัดกระทำในร่างกายโดยผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เป็นเทคนิค ที่มีความปลอดภัย 100% นั่นคือไม่มีผลข้างเคียงใดๆทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการสะกดจิตก็ไม่ใช่วิธีการหรือเครื่องมือที่จะสามารถทำให้ทุกอาการหายไป เนื่องจากบางอาการนั้นเป็นผลมาจากสิ่งที่เข้าไปในร่างกายไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ มะเร็งระยะสุดท้าย ปอดบวม ติดไวรัส เป็นต้น

                การสะกดจิตเหมาะที่จะใช้ในการปรับเปลี่ยน หรือพัฒนาด้านความคิด อารมณ์ ความรู้สึกรวมไปถึงพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนความคิดติดลบต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น พัฒนาความมั่นใจในตนเอง พัฒนาความเชื่อมั่นในการทำงาน เปลี่ยนอาการกลัวทั้งที่มีสาเหตุและไร้สาเหตุ ปรับอารมณ์เศร้า เป็นต้น

                ทำได้อย่างไร???…เชื่อว่าหลายคนถามคำถามนี้ คำตอบก็คือ ทำได้!! ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มีผู้ทดลอง และพิสูจน์จนได้ข้อสรุป ดังนี้ การสะกดจิตคือ การทำให้ผู้รับการสะกดจิตมีสมาธิ สมองผลิตคลื่นที่เหมาะจะรับ จำ คิด จินตนาการได้ตามที่ผู้สะกดจิตให้คำแนะนำในทางที่ถูกที่ควร และในเชิงจิตวิทยาก็มีทฤษฏีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud อันเป็นทฤษฎีที่โด่งดัง โดยแบ่งระดับของจิตไว้ว่าจิตของเราประกอบด้วย 3 ส่วนคือ จิตสำนึก (conscious mind) มีสติ รู้ตัว  จิตกึ่งสำนึก (pre-conscious mind) มีสติรู้ตัวบางส่วน บางส่วนก็ทำไปโดยความเคยชิน จิตใต้สำนึก (unconscious mind) เป็นส่วนที่เก็บกดทุกอย่างไว้โดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าแสดงออกมา มีผลอย่างมากกับการเกิดนิสัย การสะกดจิตจะทำงานกับส่วนของ จิตกึ่งสำนึกและจิตใต้สำนึก โดยดึงข้อมูลเก่าที่ไม่ต้องการออกมา ใส่ข้อมูลใหม่ที่ดี มีประโยชน์ลงไป แต่ก็ใช่ว่าผู้ถูกสะกดจิตจะมึน เบลอ ไม่รู้ตัวแต่อย่างใด ผู้รับการสะกดจิตสามารถรับรู้สภาพร่างกายของตนเองได้ หากรู้สึกว่าผู้สะกดจิตใส่ข้อมูลที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมลงไป ก็เลือกที่จะออกจากภวังค์เมื่อใดก็ได้  ด้วยหลักการดังกล่าว จึงทำให้การสะกดจิต เป็นเครื่องมือ เป็นเทคนิควิธีที่จะทำให้ผู้รับการบำบัดนั้นออกจากความทุกข์ได้ไม่ยาก ไม่เสี่ยงอันตราย และยังสามารถพัฒนาตัวเองให้ไปถึงความสำเร็จสูงสุดได้ด้วย

                เขียนมาถึงตรงนี้..หากการสะกดจิตจะต้องใช้ความเชื่ออยู่บ้าง ก็คงเป็นความเชื่อมั่น เชื่อถือ มั่นใจ ในตัวนักสะกดจิตว่าเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในศาสตร์ทางจิตวิทยาเป็นอย่างดี สามารถอธิบายการเกิดขึ้นและการเป็นไปให้เราเข้าใจได้เท่านั้นเอง

 

สอบถามอัตราค่าบริการและนัดเวลาเข้ารับบริการที่

E-mail: sakodjit@gmail.com

Tel. 08-9965-6041


Hit Counter by http://yizhantech.com/